มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์   วิทยาเขตวังไกลกังวล   คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาศึกษาทั่วไป    
logo       
การสอบก่อนเรียนการอ่าน

จงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุด

 

1. สารคดีเป็นสารที่ให้ประโยชน์ทางด้านใด
ก. ความบันเทิง
ข. ความสนุกสนาน
ค. เสริมสร้างบุคลิกภาพ
ง. ความรู้แลความเพลิดเพลิน


2. สิ่งที่ทำให้หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับแตกต่างกัน คือ ข้อใด
ก. บทนำ
ข. เนื้อข่าว
ค. ภาพประกอบ
ง. คอลัมน์ประจำ


3. ข้อใดไม่ใช่ปัญหาของการอ่านในใจ
ก. อ่านหนังสือได้ช้า
ข. ไม่มีสมาธิขณะอ่าน
ค. เว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
ง. ไม่สามารถประมวลความได้ครบถ้วน


4. ถ้าต้องการทราบสถิติที่สำคัญๆในรอบปี จะค้นได้จากหนังสือประเภทใด
ก. นามานุกรม
ข. พจนานุกรม
ค. หนังสือประจำปี
ง. หนังสือวิชาการ


5. ข้อความต่อไปนี้ใจความสำคัญของย่อหน้าใดที่อยู่กลางย่อหน้า

ก. กวียุคก่อนเขียนกาพย์กลอนเพื่ออะไร ได้กล่าวมาบ้างแล้วในหัวข้อเหตุชักนำให้เขียนบทกวี เมื่อมีเหตุชักนำแล้ว ก่อนที่กวีจะลงมือเขียนก็ต้องกำหนดจุดสำคัญว่าจะเขียนเพื่ออะไร มีจุดสำคัญคืออะไร ก็เห็นว่าจุดใหญ่ใจความของกวีแต่ก่อนก็เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกและเข้าใจในเรื่องความรักและการให้ (ทาน) กวีนิพนธ์ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับเรื่องความรักก็คือ ลิลิตพระลอ อันนับเป็นอมตวรรณกรรมแต่ถูกนักวิจารณ์ยุคใหม่วิพากษ์ลงไปว่าเป็นวรรณคดีลามก สนองตัณหาของพวกศักดินา ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนเอกชน ที่มีการเมืองเข้าไปเกี่ยว


ข. สมุดไทยเป็นหนังสือของไทยโบราณที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว มิได้เย็บเป็นเล่มเหมือนหนังสือในปัจจุบัน เป็นหนังสือที่ใช้กระดาษยาวติดต่อกันแผ่นเดียว พับกลับไปกลับมาให้เป็นเล่มหนาหรือบาง กว้างหรือยาวเท่าใดก็ได้ตามแต่ความต้องการของผู้ใช้


ค. นอกจากนี้ยังมีคำผวน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของภาษาไทย คำบางคำเมื่อผวนแล้วฟังระคายหู ก็ถือว่าเป็นคำไม่พึงใช้พูด เช่น ผักบุ้ง ดอกยี่หุบ บ้านชีหน ก็ให้เปลี่ยนเป็นผักทอดยอด ดอกมณฑาขาว บ้านชีโพ้น แม้คำที่ฟังแล้วชวนให้นึกไปในทางหยาบคายก็ต้องเปลี่ยน เช่น ผักตบ ดอกซ่อนชู้ ต้นตำแย ก็เปลี่ยนเป็นผักสามหาว ดอกซ่อนกลิ่น ต้นอเนกคุณ คำจำพวกนี้เดิมให้ใช้เฉพาะในราชสำนัก ต่อมาทางฝ่ายสุภาพชนก็นิยมใช้ตาม มาบัดนี้ไม่สู้จะถือกันแล้ว เรื่องการห้ามใช้คำหยาบคำต่ำ ในการเขียนนั้นไม่เป็นข้อกำหนดตายตัว เพียงแต่ให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง เดิมถือกันว่า การใช้คำต่ำในการพูดหรือเขียนเป็นโทวจัสตา คือความหยาบคายแห่งถ้อยคำ เรื่องของรสนิยมต่ำ (bad taste) และรสนิยมสูงกุสุมรส สองประการนี้เปลี่ยนไปตามสมัย”


ง. “คำฉันท์เป็นบทกาพย์กลอนสูงสุด ผู้แต่งต้องเป็นคนปราดเปรื่องทางภาษาและรอบรู้ มีหลักศีลธรรม มีประเพณีปฏิบัติกันมาแต่เดิมว่า ก่อนที่กวีจะลงมือแต่งฉันท์ต้องชำระกายและใจให้สะอาด นำดอกไม้ธูปเทียนจุดถวายนมัสการพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำใจให้มีสมาธิ แล้วจึงจรดปากกาเขียนคำนมัสการเอาฤกษ์เป็นบรรทัดแรก ด้วยถือว่าการแต่งฉันท์นั้นเป็นการกระทำอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำจิตใจตนเองให้บริสุทธิ์ ส่วนผู้อ่านคำฉันท์ก็เป็น ‘หมู่เมธา’ ไม่ใช่ชาวบ้าน ผู้อ่านคำฉันท์อ่านเพื่อความรอบรู้ทางหนังสือ และเพื่อสติปัญญาอันจะทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด มิใช่อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน จะเพลิดเพลินกันแต่ในเรื่องความรู้และความคิด คนอ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลินอย่างเดียวจึงอ่านคำฉันท์ไม่เป็น ความเสื่อมของวรรณคดีเกิดพร้อมกับความเสื่อมของคนอ่าน”


6. ข้อความต่อไปนี้ใจความสำคัญของย่อหน้าใดที่อยู่ท้ายหน้า

ก. คนที่นอนกัดฟันมักจะไม่รู้ตัวเสียงกัดฟันอาจมีเสียงเบา ๆ หรือเสียงดังมาก ๆ ก็ได้ การกัดฟันหรือ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันนี้ อาจมีในคนบางคนที่เผลอตัวและกัดฟันจนเป็นนิสัยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้นอนหลับ คือทั้งที่ตื่นอยู่ก็ได้


ข. การนอนกัดฟันมักจะเกิดได้เมื่อมีฟันผุ หรือมีโรคของฟัน คนที่มีระดับฟันบนฟันล่าง ไม่อยู่ระดับเดียวกัน เช่น มีฟันเกหรือมีขากรรไกรล่างยื่นออกมาอย่างที่ชาวบ้านเรียกว่าคางยื่นแนวฟันบนและล่างเวลาหุบปากจะไม่ประกบชิดกัน ก็จะนอนกัดฟัน การนอนกัดฟันเนื่องจากมีโรคเหงือกโรคฟันนี้ ควรจะได้ปรึกษาทันตแพทย์ให้ตรวจและรักษาโรคเหงือกโรคฟันเสีย


ค. คนที่มีนิสัยกัดฟันเวลาหลับหรือตื่นก็ตาม เมื่อมีอยู่นาน ๆ จะเกิดอาการมึนศีรษะหรือปวดศีรษะเรื้อรัง เนื่องจากเวลาที่คนเรากัดฟันแน่นนั้น กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่อ้าปาก หุบปากและเคี้ยวอาหาร รวมทั้งกล้ามเนื้อของหนังศีรษะจะตึงมาก (เวลากัดฟันแน่นจะสังเกตได้ว่าบริเวณขมับเป็นก้อนนูนขึ้นแสดงถึงว่ากล้ามเนื้อที่ทำให้อ้าปากหุบปากนั้นตึงมาก) เมื่อกล้ามเนื้อตึงเครียดอยู่นาน ๆ จึงทำให้ปวดศีรษะเรื้อรัง


ง. พูดถึงนอนกัดฟันแล้ว ก็นึกถึงเด็ก ๆ ที่มีมุมปากเปื่อยเป็นแผลที่เรียกกันว่าปากนกกระจอกแต่ก่อนนั้นชาวบ้านมีวิธีแก้ให้แอบขโมยน้ำตาลจากร้านขายน้ำตาลมาถูทาปากเปื่อย ว่ากันว่าปากเปื่อยที่มุมปากเป็นเพราะเด็กนอนน้ำลายไหล น้ำลายเลยกักให้ปากเปื่อยไป และการที่เด็กนอนน้ำลายไหลนั้นก็เพราะฟันผุ ความจริงเด็กเป็นปากนกกระจอกเพราะขาดวิตามินบี


7. “ฉันเป็นฝ่ายถูกในขณะนี้ ฉันเป็นฝ่ายถูกมาตลอด ฉันดำเนินชีวิตมาด้วยวิธีนี้ และถ้าฉันต้องการฉันก็อาจจะได้ดำเนินชีวิตไปอีกวิธีหนึ่งก็ได้ ฉันเลือกทำสิ่งนี้โดยที่ฉันไม่ได้ทำสิ่งนั้น” ข้อความนี้ให้ข้อคิดในเรื่องใด
ก. เสรีภาพ
ข. เสมอภาค
ค. ภราดรภาพ
ง. ประชาธิปไตย

8. “ไม่ขอรับทรัพย์จากใครทั้งหมด
ทั้งยศศักดิ์สดใสลาภไพศาล
ไม่หวังให้ใครหนุนบุญบันดาล
ชอบผลงานทุกอย่างสร้างด้วยตัว”
บทกลอนนี้แสดงให้เห็นว่าผู้พูดเป็นคนอย่างไร

ก. ยโส
ข. ผยอง
ค. ทะนง
ง. จองหอง


9. “ แม้มิได้เป็นต้นสนระหง
จงเป็นพงอ้อสะบัดไม่ขัดขวาง
แม้มิได้เป็นนุชสุดสะอาง
จงเป็นนางที่มิใช่ไร้ความดี
อันจะเป็นสิ่งใดไม่ประหลาด
กำเนิดชาติดีทรามตามวิถี
ถือสันโดษบำเพ็ญให้เด่นดี
ในสิ่งที่เราเป็นเช่นนั้นเทอญ” (ศ .ฐะปะนีย์ นาครทรรพ)
จากบทประพันธ์ข้างต้น ควรตั้งชื่อว่าอะไร

ก. ความเพียงพอ
ข. เพียงความพอใจ
ค. พอใจในสิ่งที่เป็น
ง. พอใจในสิ่งที่หวัง


10. “แม้นจะเรียนวิชาทางค้าขาย
อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย
จะซื้อง่ายขายดีมีกำไร
ด้วยเขาไม่เคืองจิตระอิดระอา (สุนทรภู่)
บทร้อยกรองนี้ผู้เขียนมีจุดประสงค์อย่างไร

ก. ชักชวน
ข. แนะนำ
ค. สั่งสอน
ง. บอกกล่าว

จงอ่านบทความนี้ แล้วตอบคำถาม ข้อ 11-20


“โครงการแกล้งดินนี้เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่พูดมา 3 ปีแล้ว หรือ 4 ปีกว่าแล้ว ต้องการน้ำสำหรับให้ดินทำงานดินทำงานแล้ว ดินจะหายโกรธ อันนี้ไม่มีใครเชื่อม แล้วก็มาทำที่นี่ แล้วมันได้ผล ดั้งนั้นผลงานของเราที่ทำที่นี่เป็นงานสำคัญที่สุดเชื่อว่าชาวต่างประเทศเขามาดูเราทำอย่างนี้แล้วเขาก็พอใจ เขามีปัญหาแล้ว เขาก็ไม่แก้ หาตำราไม่ได้......”


บิดาแห่งวรรณกรรมไทย และนวัตกรรมเทิดพระเกียติ “แกล้งดิน”

นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งของหน้าประวิศาสตร์ไทย ที่บันทึกไว้ถึงพระราชกรณียกิจอีกเรื่องหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว เพื่อความอยู่ดีกินดีของพสกนิกรของพระองค์ละเรื่องนี้เป็นที่มาของการเทิดพระเกียติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทยจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “แกล้งดิน” ในเขตจังหวัดนราธิวาส และกำหนดให้วันที่ ๕ ตุลาคม ของทุกปีนับจากนี้เป็น วันนวัตกรรมแห่งชาติ


นับตั้งแต่พุทธศักราช 2516 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานและทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคใต้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่แถบจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งมีปัญหาหลายเรื่องรวมทั้งการขาดแคลนที่ทำกิน แม้จะมีการระบายน้ำออกจากพื้นที่ดินพรุเพื่อให้สามารถทำการเกษตรได้ แต่ปรากฏว่า ดินพรุที่ระบายน้ำออกจนแห่งกลับแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยว เนื่องจากเกิดปฏิกิริยาเคมีในดิน โดยสารไพไรต์ที่อยู่ในดินทำปฏิกิริยากับอากาศและทำให้เกิดกรดกำมะถันจนเป็นอันตรายต่อพืช ทำให้ปัญหาเรื่องที่ทำกินของราษฎรยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก
24 สิงหาคม พ.ศ. 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสกับ หม่อมเจ้าจักรพันธุ์ เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ องคมตรี นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ กปร. นายชิต นิลพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายเล็ก จินดาสงวน ผู้ช่วยอธิบดีกรมชลประทาน นายอำเภอท้องที่ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนราธิวาส สรุปความว่า

“ด้วยพื้นที่จำนวนมากในจังหวัดนราธิวาส เป็นที่ราบลุ่มต่ำ มีน้ำขังตลอดปี ดินมีคุณภาพต่ำ มีน้ำขังตลอดปี ดินมีคุณภาพต่ำ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดประมาณสามแสนไร่เกษตรจำนวนมากไม่มีทำกิน แม้เมื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่หมดแล้วยังยากที่จะใช้ประโยชน์ทางการเกษตรให้ได้ผล ทั้งนี้ เนื่องจากดินมีสารประกอบไพไรต์ ทำให้มีกรดกำมะถัน เมื่อดินแห้งทำให้ดินเปรี้ยวควรปรุงพัฒนา โดยให้มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการศึกษาและพัฒนาพื้นที่พรุร่วมกับแบบผสมผสาน และนำผลสำเร็จของโครงการไปเป็นแบบอย่างในการที่จะพัฒนาดินพรุในโอกาสต่อไป..........”
16 กันยายน พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระราชดำริ “โครงการแกล้งดิน” โดยให้ศูนย์ศึกษาธิการพัฒนาพิกุลทองฯ ดำเนินการศึกษาการทดลอง เพื่อปรับปรุงดินเปรี้ยวให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ความว่า
“.....ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัด โดยการระบายน้ำให้แห้งและศึกษาการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว เพื่อนผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้กับราษฎรที่มีปัญหาในเรื่องนี้ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยให้ทำโครงการศึกษาทดลองในกำหนด 2 ปี และพืชทำการทดลองควรเป็นข้าว.......”


“แกล้งดิน” แกล้งอย่างไร
“แกล้งดิน” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การทำดินให้เปรี้ยวจัดถึงขีดสุดแล้วหาวิธีการต่าง ๆ มาปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดี วิธีการต่าง ๆมาปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดี วิธีการ “แกล้งดิน” ให้ดินเปรี้ยวถึงสุดขีดนั้นทำโดยทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกัน โดยการนำน้ำเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง จากนั้นระบายน้ำออกให้ดินแห้งอยู่ในระหนึ่งสลับกัน การทำเช่นนี้จะทำดินมีสภาพเป็นกรดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในรอบหนึ่งปีนั้น ดินในแปลงทดลองจะถูก “แกล้ง” ให้แห้ง 1 เดือน เปียก 2 เดือนสลับกันไป เหมือนกับมีฤดูแล้งสี่ฤดูในปีเดียว เป็นการเร่งความเป็นกรดของดินจนไม่สามารถปลูกพืชได้ ซึ่งทางศูนย์ฯพิกุลทองได้ทำการทดลองจนแน่ใจว่าดินถูก “แกล้ง” จนเปรี้ยวจัดมากที่สุดแล้ว ทดสอบโดยปลูกข้าวในแปลงทดสอบ ซึ่งได้ผลว่า ต้นข้าวในแปลงทดสอบ ซึ่งได้ผลว่า ต้นข้าวตายหลังจากปักดำไปได้ 1 เดือน

เมื่อ “แกล้งดิน” จนเปรี้ยวถึงขีดสุดได้แล้ว จึงศึกษาถึงวิธีการปรับปรุงดิน โดยศูนย์พัฒนาพิกุลทองได้ทดลองใช้วิธีการต่าง ๆ ในการปรับปรุงดินได้แก่ การควบคุมระดับน้ำใต้ดินใช้น้ำชะล้างกรดออกไป ใช้น้ำชะล้างควบคู่กับการโรยหินปูนฝุ่น ติดตามการเปลี่ยนแปลงของดินหลังปรับสภาพ ซึ่งพบว่า การใช้ดินหลังปรับสภาพ ซึ่งพบว่า การใช้น้ำชะล้างโดยขังน้ำชะล้างโดยขังน้ำไว้ 4 สัปดาห์แล้วระบายออกพร้อมกับใช้หินปูนฝุ่นในปริมาณเล็กน้อย สามารถปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดได้เป็นอย่างดี แต่หากปรับปรุงดินแล้วไม่ใช้ประโยชน์ ดินก็จะกลับเป็นกรดรุนแรงเหมือนเดิม และผลจากการศึกษาทำเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. 2529 ของศูนย์พัฒนาพิกุลทองนี้ทำให้ได้หลักปฏิบัติในการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัด โดยได้จัดทำเป็นคู่มือการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อการเกษตรขึ้นเพื่อการเกษตรขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2536
จากนั้นมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้แก่เกษตรกร ที่บ้านโคกอิฐ โคกใน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ที่บริเวณนี้ที่เคยทำนาไม่ได้ผล หรือได้ผลน้อยเพียง 4-5 ถังต่อ ไร่สามารถปลูกข้าวได้ผลผลิต 40- 50 ถังต่อไร่ แม้ตัวเลขขนาดนี้จัดว่าเป็นผลผลิตขนาดปานกลาง แต่การทำให้ดินเปรี้ยวไม่สามารถปลูกพืชใด ๆ ได้ สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ เป็นการช่วยให้เกษตรมีที่ทำกินและมีรายได้เพิ่มขึ้น
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2535พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการศูนย์พิกุลทองฯ ได้พระราชทานศูนย์พิกุลทองฯ ได้พระราชทานพระราชดำรัสกับ น.ต.กฎธนสินธวานนท์ องคมนตรี นายจุลนภ สินธวานนท์ องคมนตรี นาย จุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา องคมนตรี นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ กปร. และเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ดังนี้

“โครงการแกล้งดินนี้เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่พูดมา 3 ปีแล้ว หรือ 4 ปีกว่าแล้ว ต้องการน้ำสำหรับมาให้ดินทำงาน ดินทำงานแล้วดินจะหายโกรธ อันนี้ไม่มีใครเชื่อ แล้วก็มาทำที่นี้ แล้วมันได้ผล ดังนั้น ผลงานของเราที่ทำที่นี่เป็นงานสำคัญที่สุด เชื่อว่าชาวต่างประเทศเขามาดูเราอย่างนี้แล้วเขาก็พอใจ เขามีปัญหาแล้วเขาก็ไม่ได้แก้ หาตำราไม่ได้........ ”
เมื่อ “แกล้งดิน” เป็นนวัตกรรม
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2549 ได้มีมติให้ดำเนินการการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “แกล้งดิน” ในเขตจังหวัดนราธิวาส และได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” เนื่องจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินโครงการศูนย์พิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริและได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการแกล้งดินอย่างเป็นทางการ
และเหตุผลในการเลือกโครงการ “แกล้งดิน” เนื่องจากพระราชดำรินั้น เนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งแรกในโลกในการนำเสนอแนวคิดและการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อปรับปรุงสภาพพื้นที่ที่มีความเปรี้ยวจนไม่สามารถทำการเพาะปลูกพืชได้อีกครั้ง ทั้งนี้แนวพระราชดำริดังกล่าวได้เน้นให้เห็นถึงการประสมประสานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีควบคู่กับนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ จนได้วิธีที่เหมาะสมในการแก้ไขดินเปรี้ยวได้

ในเรื่องของการยกย่องโครงการ “แกล้งดิน” เป็นนวัตกรรมเทิดพระเกียรติ และขอพรพระราชทานพระบรมราชานุญาตเทิดพระเกียติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” นั้นนาย ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า
“โดยมากแล้วงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่การสร้างความรู้ แต่เป็นการใช้ความรู้ที่มีอยู่แล้วมาจัดลำดับ มาสร้างรูปแบบใหม่และทำให้เกิดโครงการที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะด้านสังคม ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือ นวัตกรรมเทิดพระเกียรติ “แกล้งดิน” พระองค์พระองค์ท่านนำความรู้ทางการเกษตร ด้านเคมี ด้านดิน และน้ำ ความรู้ด้านการปลูกพืช พฤติกรรมต่าง ๆ ของชาวบ้าน เรื่องวิถีความเป็นอยู่ชาวบ้าน ทั้งหมดเลย รวมถึงความรู้ทางภูมิศาสตร์ และพระองค์ท่านก็มองให้ทะลุ ว่าทำอย่างไรจึงจะผสมผสานและลำดับสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ซึ่งนั่นคือนวัตกรรม คือการใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์”

“พระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัวท่านจะทรงทำอยู่สามอย่าง คือ หลักคิด พระองค์ท่านจะคิดก่อนว่าจะทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหา เทคโนโลยีที่ว่าแกล้งดิน ตอนนี้ดินมันเป็นกรด และมันเปรี้ยว ปลูกอะไรไม่ได้หลักคิดก็คือ ถ้าเราทำให้มันเปรี้ยวมากที่สุดเลย ก็จะหาเกณฑ์ได้ว่าเราต้องบำบัดดินอย่างไรจึงจะหายเปรี้ยว จุดที่สองคือ เมื่อคิดได้อย่างนี้และนำหลักวิชาการมารองรับเป็นการประมวลความเร็วหลากหลายทางด้านดิน น้ำ เคมี เกษตร สี่ถึงห้าด้านมาประกอบเข้าด้วยกัน และไปตรวจสอบว่าแนวคิดแบบนี้เป็นไปได้มั้ย ข้อสามคือ หลักปฏิบัติ เป็นขั้น ๆ ว่า ทำอย่างไร”
“ทรงมีหลักคิด ส่วนหลักวิชาการพระองค์ทรงประมวลความรู้จากหลากหลาย มีคนช่วยหลากหลายท่านคงจะไม่คิดอยู่คนเดียว ทำคนเดียว ท่านคงจะ spark idea ขึ้นมาทำแบบนี้น่ะ เอาความรู้จากกรมชลประทาน กรมที่ดินมาช่วยด้วย งานนักเคมี เพื่อดูถ้าทำแบบนี้มัน เป็นไปได้มั้ย ทำได้มั้ย มีวิชาการมารองรับ มีแผนปฏิบัติ เมื่อก่อนดินเปรี้ยวช้าเกินไป ปีละครั้ง เราเร่งได้มั้ย ปีละสองสามครั้ง พอเร่งมาก ๆ ดินเป็นกรดมาก ปลูกอะไรไม่ขึ้นเลย โอเคแล้วน่ะดินเปรี้ยวสุดขีดแล้วมาว่ากัน เพราะหาเกณฑ์มาตรฐานมารักษาดิน ถ้ามันไม่เปรี้ยวแล้วมันก็จะไม่เปรี้ยวตลอดไปแล้ว เพราะมันได้เปรี้ยวสุดขีดไปแล้ว น....... นายศุภชัยกล่าว
และใน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” วันที่ 5ตุลาคม 2549 ที่จะมาถึงนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่ชาติจะจัด งานเทิดพระเกียติ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานจะมีการบรรยายทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย ในประเด็นในประเด็นความเกี่ยวข้องระหว่างนวัตกรรมกับเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งมีการมอบรางวัล “นวัตกรรมแห่งชาติ” ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในงานนี้ด้วย ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานฯ www.nia.or.th
“...งานนทดลองนี้เหมือนเป็นตำรา ควรทำเป็นตำรา ควรทำเป็นตำราที่จะนำไปใช้ในพื้นที่ดินเปรี้ยวอื่น ๆ ในพื้นที่อื่น อาจจะไม่ต้องมีการแบ่งเป็นแปลงย่อยเช่นนี้ คันดินที่สร้างเพื่อกั้นก็อาจจะใช้คลองชลประทานสร้างถนนสะพาน การศึกษาจึงต้องทำแบบนี้...”
พระราชดำรัสสะท้อนให้เห็นว่าแม้งานที่ทรงจำจะประสบความสำเร็จ แล้วแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงหยุดคิด หยุดพัฒนาหรือหยุดแก้ปัญหา เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนเลย ปัจจุบันนี้มีการนำผลการศึกษาการพัฒนามาใช้ปรับปรุงและทดลองดินเปรี้ยวจนได้ผลดีหลาย ๆ พื้นที่ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ป่าพรุ และอีกหลาย ๆ จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้แล้ว
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ที่ชาวไทยมิมีวันลืม
บทความพิเศษ โดย กองบรรณาธิการ

11. ท่านคิดว่าโครงการแกล้งดินเป็นนวัตกรรมเพราะเหตุใด
ก. เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม
ข. เป็นการคิดระบบใหม่ในการปรับปรุงดินเพื่อใช้ในการเกษตร
ค. มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรที่บ้านโคกอิฐ-โคกใน จ.นราธิวาส
ง. เป็นการจัดการของที่มีอยู่แล้วให้เข้าระบบให้มีกลไกของการทำงานประสานกัน


12. ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพระราชดำริ “แกล้งดิน”
ก. ดินพรุมีสารประกอบไพไรต์ทำให้มีกรดกำมะถัน
ข. ดินพรุหลังจากระบายน้ำออกแล้วแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยว
ค. ปัญหาดินเปรี้ยวเป็นปัญหาเรื่องที่ทำกินของราษฎรที่แก้ไม่ตก
ง. มีการระบายน้ำออกจากพื้นที่ดินพรุเพื่อให้สามารถทำการเกษตรได้


13. คำว่า “แกล้งดิน” นั้นหมายความว่าอย่างไร
ก. การเพิ่มกรดกำมะถันในดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในรอบหนึ่งปี
ข. การทำให้ดินแห้งหลังจากนำน้ำเข้าแปลงทดลองไว้นาน 1 เดือน
ค. การเพิ่มสารไพไรต์ในดินทำให้ดินมีกรดกำมะถันเมื่อดินแห้งทำให้ดินเปรี้ยว
ง. การนำน้ำเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่งแล้วระบายน้ำออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกัน


14. เหตุใดพื้นที่ในจังหวัดนราธิวาสจึงไม่สามารถทำการเกษตรได้ดี
ก. เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำมีน้ำขังตลอดปี จนไม่สามารถทำการเกษตรได้
ข. เกิดจากตะกอนน้ำกร่อยทำให้มีกรดกำมะถันในชั้นหน้าตัดของดิน
ค. ดินมีสารประกอบไพไรต์ทำให้มีกรดกำมะถัน เมื่อดินแห้งจึงทำให้ดินเปรี้ยว
ง. เป็นพื้นที่ดินเก่า ดินถูกใช้ประโยชน์เป็นเวลานาน ธาตุที่เป็นด่างถูกชะล้างออกไปหมด ทำให้ ดินเปรี้ยว


15. ข้อใดเป็นลำดับขั้นตอนการปรับปรุงดินที่ถูกต้อง หลังจาก “แกล้งดิน” แล้ว
ก. ปลูกข้าวในแปลงทดลอง – ควบคุมระดับน้ำใต้ดิน – โรยหินปูนฝุ่น – ใช้น้ำชะล้างกรดออกไป
ข. ใช้น้ำชะล้างกรดออกไป – ควบคุมระดับน้ำใต้ดิน – โรยหินปูนฝุ่น – ปลูกข้าวในแปลงทดลอง
ค. ควบคุมระดับน้ำใต้ดิน– ใช้น้ำชะล้างกรดออกไป - โรยหินปูนฝุ่น – ปลูกข้าวในแปลงทดลอง
ง. ควบคุมระดับน้ำใต้ดิน – โรยหินปูนฝุ่น – ใช้น้ำชะล้างกรดออกไป - ปลูกข้าวในแปลงทดลอง


16. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีลงมติให้วันที่ 5 ตุลาคมทุกปีเป็น “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” เพราะเหตุใด
ก. เป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย
ข. เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯทอดพระเนตรการดำเนินโครงการแกล้งดินอย่างเป็นทางการ
ค. เป็นพระราชดำริซึ่งเป็นครั้งแรกในโลกที่นำเสนอแนวคิดและลงมือปฏิบัติจริงเพื่อปรับปรุงสภาพพื้นที่ที่มีความเปรี้ยวจนสามารถทำการเพาะปลูกได้
ง. เป็นพระราชดำริที่เน้นการประสมประสานเทคโนโลยีควบคู่กับการบริหารจัดการจนได้วิธีที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว

17. ข้อใดแสดงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” มากที่สุด
ก. ทรงปฏิบัติงานโดยมีหลักแนวคิดและนำหลักวิชาการมารองรับ แล้วนำไปปฏิบัติเป็นขั้นตอนต่อไป
ข. ทรงประมวลความรู้จากหลากหลายแหล่งมาวางแผนปฏิบัติเพื่อให้เกิดแนวความคิดใหม่ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาต่างๆ
ค. ทรงนำผลการศึกษานวัตกรรมใหม่ๆมาพัฒนาและแก้ปัญหาเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชากร
ง. ทรงนำความรู้ทางการเกษตร ด้านเคมี ด้านดิน และน้ำ รวมถึงความรู้ทางภูมิศาสตร์มาผสมผสานและลำดับสิ่งเหล่านี้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา


18. เหตุใดโครงการแกล้งดินจึงสามารถปรับปรุงดินเพื่อใช้ในการปลูกได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ
ก. เป็นการเร่งให้ดินเป็นกรดเร็วกว่าธรรมชาติก่อนที่จะปรับปรุงดินต่อไป เป็นผลทำให้พัฒนาดินได้เร็วขึ้น
ข. เป็นการหาเกณฑ์มาตรฐานมารักษาดินให้ไม่เป็นดินเปรี้ยวตลอดไปเพราะเคยเป็นดินเปรี้ยวสุดขีดไปแล้ว
ค. เป็นความคิดที่พัฒนาพื้นที่การเกษตรบริเวณที่เคยทำนาไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อยให้สามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตมากขึ้น
ง. เป็นการปรับปรุงดินให้สามารถเพาะปลูกได้ดีขึ้น โดยใช้ต้นทุนน้อย


19. ท่านคิดว่าจุดสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนนำเสนอเรื่องโครงการแกล้งดินคืออะไร
ก. เป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรไทย
ข. เป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ค. เป็นแนวทางให้นักวิชาการนำไปพัฒนานวัตกรรมใหม่ต่อไป
ง. เป็นการประสมนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีควบคู่กับการบริหารจัดการที่เหมาะสม


20. ข้อใดเป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินงานโครงการแกล้งดิน
ก. ศึกษาปัญหา – ดำเนินการแก้ไข – นำไปเป็นแบบอย่าง
ข. ศึกษาข้อมูล – นำผลการศึกษามาปรับปรุง – ทดลองใช้ในหลายพื้นที่
ค. ทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกัน – ปรับปรุงดิน – ถ่ายทอดให้แก่เกษตรกร
ง. คิดแนวทางแก้ปัญหา – นำหลักวิชาการมารองรับ – ปฏิบัติงานเป็นขั้นตอน

ส่งคำตอบไปที่ Email
หรือ trungta@chaiyo.com

กลับหน้าแรก