มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์   วิทยาเขตวังไกลกังวล   คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาศึกษาทั่วไป    
logoprc3       

การอ่านตีความ

 rose

ในการอ่านตีความนั้นผู้อ่านจะต้องสติปัญญาแทงทะลุสิ่งที่อ่านให้ได้ทั้งหมด กล่าวคือ สามารถเข้าใจเจตนาและ
ท่าทีของผู้เขียน และสรุปความคิด จับใจความสำัคัญ และอธิบายขยายความได้

เป็นการอ่านที่ต้องใช้สติปัญญาสูงกว่าการอ่านจับใจความ กล่าวคือ ต้องอ่านอย่างพิจารณา ไตร่ตรอง แล้ว
แยกแยะ หาเหตุผล เพื่อให้เข้าใจเจตนาของผู้เขียน และเข้าใจเนื้อเรื่องอย่างถ่องแท้ อันจะส่งผลให้เป็น
ผู้ที่ได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มีเหตุผล และสามารถนำประโยชน์จากการอ่านไปใช้ใน การดำเนิน
ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

จุดสำคัญของการอ่านตีตวามอยู่ที่การใช้สติปัญญาตีความหมายของคำ หรือข้อความทั้งหมด รวมทั้ง
สิ่งแวดล้อมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่อานนั้นได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ผู้อ่านจะตีความเรื่องที่อ่าน ได้ลึกซึ้ง
เพียงไร ขึ้นอยู่กับวัย ประสบการณ์ และสติปัญญาของผู้อานเป็นประการสำคัญ

หลักการอ่านตีความมีดังนี้

1.อ่านเรื่องที่จะตีความนั้นให้ละเอียด เพื่อจับประเด็นสำคัญให้ได้ เริ่มด้วยการอ่านทบทวน เพื่อสำรวจว่า
ข้อความตอนใดมีข้อเท็จจริง ตอนใดผู้เขียนสอดแทรกความคิดเห็นหรือความรู้สึก หรือตอนใดแสดง
อารมณ์ของผู้เขียน ต่อจากนั้นพิจารณาว่าผู้เขียนมีเจตนาอย่างไรในการเสนองานเขียนชิ้นนั้น หรือผู้เขียน
มุ่งหวัง ให้ผู้อ่านสนองตอบอย่างไร มีแง่คิดอะไรที่น่าสนใจบ้าง สารข้อใดสำคัญที่สุด สารข้อใดสำคัญ
รอง ๆ ลงไป

2. ขณะที่อ่านต้องพยายามคิดหาเหตุผล และใคร่ครวญอย่างรอบคอบ แล้วนำมาคิดไตร่ตรองกับความคิด
ของตนเอง ว่าเรื่องที่อ่านนั้นมีความหมายถึงสิ่งใด อาจเสนอแนวความคิดแทรกและความคิดเสริม เพราะ
ใน ขณะที่อ่านเรื่องผู้อ่านอาจเกิดความคิดแทรกบางประการระหว่างที่กำลังวินิจสารอยู่ หรือเกิด
ความคิดเสริม ที่สัมพันธ์กับแนวคิดของเรื่องหลังจากตีความสารจบแล้ว จึงควรบันทึกไว้ด้วยประโยค
ที่กระชับ สื่อความหมาย ชัดเจน และสมเหตุสมผล เพราะความคิดนั้นอาจได้รับความสนใจ และนำไป
คิดต่อให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้

3. พยายามทำความเข้าใจกับคำหรือวลีที่เห็นว่ามีความสำคัญ และจะต้องไม่ลืมตรวจดู บริบท(Context)
ด้วยว่าได้กำหนดความหมายของถ้อยคำนั้นอย่างไร

4. การตีความไม่ใช่การถอดคำประพันธ์ที่เป็นเพียงการเก็บความหมายของบทประพันธ์มาเรียบเรียงเป็น
ร้อยแก้วให้ครบความหมายเท่านั้นแต่การตีความเป็นการจับเอาแต่ใจวามสำคัญจะคงไว้ซึ่งคำของข้อความ
เดิมไม่ได้ ถ้าข้อความนั้นมีสรรพนามจะต้องเปลี่ยนเป็นสรรพนามบุรัษที่ 3 ทันที

5. การเรียบเรียงถ้อยคำที่ได้จากการตีความจะต้องมีความหมายที่ชัดเจน ซึ่งผู้อ่านจะต้องได้รับการฝึกฝน
การวิเคราะห์สาร โดยเริ่มต้นจากการพิจารณารูปแบบ แล้วจึงพิจารณาแนวคิดและเนื้อเรื่องเพื่อดูว่ามีความ
กลมกลืนกันหรือไม่ จากนั้นพิจารณากลวิธีในการเสนอเรื่องและดำเนินเรื่องตลอดจนสำนวนภาษา สามารถ
แบ่งลักษณะการวิเคราะห์งานเขียนได้ ดังนี้


5.1 การวิเคราะห์คำ เป็นการอ่านที่ต้องสังเกตคำในประโยคที่อ่านว่าใช้ผิดแบบแผนของหลักภาษา อย่างไร
ผู้อ่านจะต้องรู้จักแก้ไขคำที่ผิดพลาดนั้นให้ถูกต้อง เช่น
ใช้คำผิดความหมาย
- ประเทศจีนได้ปฏิรูปอุตสาหกรรมจากแรงงานคนเป็นแรงงานเครื่องจักร
- ประเทศจีนได้ปฏิวัติอุตสาหกรรมจากแรงงานคนเป็นแรงงานเครื่องจักร
ใช้คำไม่เหมาะสม
- อาจารย์สุรชัยโล่งอกที่โครงการสร้างสรรค์ค์เสียงศิลป์เข้าฝักแล้ว
- อาจารย์สุรชัยโล่งอกที่โครงการสร้างสรรค์ค์เสียงศิลป์เข้าร่องเข้ารอยแล้ว
ใช้คำฟุ่มเฟื่อย
- คนยากจนที่ขัดสนเงินทองย่อมต้องทำงานหนัก
- คนยากจน ย่อมต้องทำงานหนัก

5.2 การวิเคราะห์รูปแบบ ผู้อ่านจะต้องรู้ว่าข้อเขียนที่ตนอ่านนั้นมีรูปแบบการเขียนอย่างไร ได้แก่ ข่าว บทความ อนุทิน ฯลฯ

5.3 การวิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่ง ผู้อ่านควรคิด พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบในขณะอ่านเพื่อจะได้รับ
ประโยชน์จากการอ่านได้อย่างมากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นทัศนะของผู้แต่งได้ว่าเป็นคนมองโลก
ในแง่ใด และยังเป็นความคิดในการพิจารณาว่าควรเห็นคล้อยตามด้วยหรือไม่การอ่านวิเคราะห์แบบนี้เป็น
พื้นฐานของ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณต่อไป


5.4 การวิเคราะห์รส ในการอ่านหนังสือทั่วไป โดยเฉพาะหนังสือบันเทิงคดีนอกเดหนือจากการอ่านเพื่อ
เข้าใจความหมายแล้ว ผู้อ่านควรพิจารณารสของหนังสือนั้นด้วย ซึ่งเป็นแนวทางให้ผู้อ่านเข้าถึงเรื่อง
ที่อ่านได้ง่ายขึ้น รสของหนังสือมีมากมายหลายประเภท ดังที่กล่าวไว้ในตำราอลังการศาสตร์ของอินเดีย
ดังนี้
- ศฤงคารรส รสแห่งความรัก
- หาสยรส รสแห่งความขบขัน
- กรุณารส รสแห่งความเมตตากรุณา
- รุทธรส รสแห่งความโกรธเคือง
- วีรรส รสแห่งความกล้าหาญ
- ภยานกรส รสแห่งควมกลัว ความทุกข์เวทนา
- พีภตสรส รสแห่งความชัง ความรังเกียจ
- อพภูตรส รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ
- ศานติรส รสแห่งความสงบ

6. ในการอ่านตีความทั้งที่เกี่ยวกับเนื้อหา และน้ำเสียงจากเรื่อง ผู้อ่านต้องคำนึงเสมอว่าเป็นเพียง
การตีความตามความรู้และความคิดของผู้อ่านเท่านั้น ผู้อื่นไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับความคิดของเราก็ได้
แต่จะพิจารณากันที่การให้เหตุผลเป็นประการสำคัญ



ให้อ่านเรื่อง แล้วตอบคำถามต่อไปนี้

1. ข้อความตอนใดมีข้อเท็จจริง ตอนใดผู้เขียนสอดแทรกความคิดเห็นหรือความรู้สึก หรือแสดง
อารมณ์ของผู้เขียน
2. ผู้เขียนมีเจตนาอย่างไรในการเสนองานเขียนชิ้นนี้ มีแง่คิดอะไรที่น่าสนใจบ้าง
3. เมื่ออ่านจบแล้ว ท่านมีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน
4. แนวคิดและเนื้อเรื่องเพื่อดูว่ามีความกลมกลืนกันหรือไม่ มีากลวิธีในการเสนอเรื่อง และดำเนิน เรื่อง
ตลอดจนสำนวนภาษาอ่างไร
5.ข้อเขียนนี้มีรูปแบบการเขียนอย่างไร
6. เรื่องที่อ่านนี้ มีรสของหนังสืออย่างไร

ปลดปล่อยชีวิตสู่เส้นสีแห่งอิสระ

เป็นตัวของตัวเอง

พึงพอใจกับชีวิต

ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

สร้างสรรค์ความเป็นรองให้เป็นต่อ

กล้าหาญที่จะร้องขอสิ่งที่ต้องการ

ปลูกความรักให้เบ่งบาน

รอคอยการแตกหน่อเพื่อตัวเอง....และคนรอบข้าง

อาจเป็นความสุขเรียบง่ายที่คุณพอจะไขว้คว้า และหวงแหนไว้กับตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่ออ่านวิธีการอ่านตีความจบแล้ว

คลิ้กที่นี่